เจ้าสัวเจริญ (เจริญ สิริวัฒนภักดี) มักถูกพูดถึงในฐานะหนึ่งในมหาเศรษฐีระดับต้น ๆ ของประเทศไทย แต่หลายคนยังสงสัยว่าจริง ๆ แล้วเขามีธุรกิจอะไรบ้าง และหุ้นบริษัทใดบ้างที่อยู่ในเครือ
บทความนี้จะพาไปสำรวจอาณาจักรธุรกิจของตระกูลสิริวัฒนภักดีอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่กลุ่มเครื่องดื่ม ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการเงินและประกัน พร้อมเจาะดูว่าบริษัทใดในเครือที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
เจริญ สิริวัฒนภักดี มีธุรกิจอะไรบ้าง
เจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ (Thai Beverage) และดำรงตำแหน่งประธานของกลุ่มทุนขนาดใหญ่อย่าง TCC Group รวมถึง Fraser and Neave (F&N) ในสิงคโปร์
จุดเด่นของอาณาจักรนี้คือการกระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ทำให้รายได้ไม่ได้พึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเพียงอย่างเดียว

อ้างอิง: Hoonsmart
5 กลุ่มธุรกิจหลักของ TCC Group
โดยภาพรวม TCC Group แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
- อาหารและเครื่องดื่ม — แกนหลักของรายได้ทั้งกลุ่ม
- อุตสาหกรรมและการค้า — บรรจุภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค และการกระจายสินค้า
- การเงินและประกัน — บริการทางการเงินและธุรกิจประกัน
- เกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร
- อสังหาริมทรัพย์ — ตั้งแต่ที่ดิน โรงแรม ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่
กลุ่มยังถือครองที่ดินรวมกันมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือ

อ้างอิง: Marketing Oops!
ธุรกิจเครื่องดื่ม หัวใจของอาณาจักร
ธุรกิจเครื่องดื่มคือจุดเริ่มต้นและยังเป็นเสาหลักที่ทำรายได้สูงสุดให้กับเจ้าสัวเจริญมาจนถึงปัจจุบัน
ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev)
ไทยเบฟเป็นผู้ผลิตเบียร์และสุรารายใหญ่ที่สุดของไทย เจ้าของแบรนด์เบียร์ช้าง รวมถึงสุราและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อีกหลายแบรนด์ เช่น เครื่องดื่มในเครือโออิชิ (Oishi)
ไทยเบฟ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยในรอบปีบัญชี 2567 (2024) ไทยเบฟรายงานรายได้รวมระดับกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนขนาดของธุรกิจได้เป็นอย่างดี
Fraser and Neave (F&N) และ Frasers Property
หลังเข้าซื้อกิจการ Fraser and Neave ในปี 2013 ด้วยมูลค่าหลักหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เจ้าสัวเจริญก็ได้ขยายอาณาจักรเครื่องดื่มและอสังหาริมทรัพย์ออกไปในระดับภูมิภาค
ทั้ง F&N และ Frasers Property เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดย Frasers Property ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่าง One Bangkok ในกรุงเทพฯ
ธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์
นอกจากเครื่องดื่ม กลุ่มค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์คืออีกสองขาสำคัญที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันของคนไทย
เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) และ Big C
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เป็นบริษัทในเครือที่จดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค บรรจุภัณฑ์ และการจัดจำหน่าย
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าซื้อกิจการ Big C Supercenter ในปี 2016 ทำให้ BJC กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจค้าปลีกแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตของไทย
แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC)
Asset World Corporation (AWC) เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเช่นกัน ดูแลพอร์ตโรงแรม ศูนย์การค้า และอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์จำนวนมาก โดยมี วัลลภา ไตรโสรัส บุตรสาวของเจ้าสัวเจริญ เป็นผู้บริหารระดับสูง
ธุรกิจการเงินและประกัน
อีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อแต่อยู่ในเครือคือ Thai Group Holdings (TGH) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดูแลธุรกิจด้านการเงินและประกัน โดยมีทายาทในตระกูลร่วมกำกับดูแล กลุ่มนี้สะท้อนความตั้งใจที่จะมีบริการครบวงจร ตั้งแต่การผลิตสินค้า การจัดจำหน่าย ไปจนถึงบริการทางการเงิน
หุ้นในเครือที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
หากสรุปเฉพาะบริษัทในเครือที่ “เป็นหุ้น” ให้นักลงทุนติดตามได้ จะเห็นว่ากระจายอยู่ทั้งตลาดไทยและสิงคโปร์ ดังนี้
- ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET): Berli Jucker (BJC), Asset World Corporation (AWC) และ Thai Group Holdings (TGH)
- ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX): Thai Beverage (ThaiBev), Fraser and Neave (F&N) และ Frasers Property
ข้อสังเกตคือ “หัวใจ” อย่างไทยเบฟกลับไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นไทย แต่ไปจดทะเบียนที่สิงคโปร์ ทำให้นักลงทุนไทยที่อยากถือหุ้นในกลุ่มนี้ มักเข้าถึงผ่าน BJC, AWC หรือ TGH ในตลาด SET เป็นหลัก ทั้งนี้ ข้อมูลการลงทุนควรตรวจสอบกับแหล่งทางการของตลาดหลักทรัพย์อีกครั้งก่อนตัดสินใจ
การส่งต่ออาณาจักรสู่ทายาทรุ่นใหม่
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากในช่วงปี 2025 คือการวางแผนสืบทอดกิจการ เจ้าสัวเจริญในวัย 80 ปี ได้ทยอยโอนสินทรัพย์มูลค่ารวมราว 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่บุตรทั้งห้าคน ผ่านโครงสร้างบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งครอบคลุมการถือหุ้นทางอ้อมในบริษัทหลักอย่าง BJC, AWC และ TGH
อย่างไรก็ตาม แม้กรรมสิทธิ์จะถูกแบ่งให้ทายาทอย่างเท่าเทียม แต่มีรายงานว่าเจ้าสัวเจริญยังคงอำนาจในการกำกับดูแลการดำเนินงานผ่านข้อตกลงผู้ถือหุ้น ทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่กระทบเสถียรภาพของกลุ่ม

อ้างอิง: efinanceThai
สรุป
อาณาจักรของเจริญ สิริวัฒนภักดี ไม่ได้มีแค่เบียร์ช้างอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดื่ม ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการเงินและประกัน ผ่านบริษัทในเครือที่จดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทย (BJC, AWC, TGH) และสิงคโปร์ (ThaiBev, F&N, Frasers Property) เมื่อรวมกับการวางแผนสืบทอดกิจการสู่รุ่นลูก จึงเห็นได้ว่าตระกูลสิริวัฒนภักดีตั้งใจสร้างอาณาจักรที่ยั่งยืนในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เจริญ สิริวัฒนภักดี ทำธุรกิจอะไรเป็นหลัก?
ธุรกิจหลักคือเครื่องดื่มผ่านไทยเบฟ (เจ้าของเบียร์ช้างและสุราหลายแบรนด์) ควบคู่กับค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ การเงินและประกัน ภายใต้ร่ม TCC Group
บริษัทในเครือเจ้าสัวเจริญมีหุ้นอะไรบ้าง?
ในตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) มี BJC, AWC และ TGH ส่วนในตลาดสิงคโปร์ (SGX) มี ThaiBev, Fraser and Neave (F&N) และ Frasers Property
ไทยเบฟอยู่ในตลาดหุ้นไทยหรือไม่?
ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX)
Big C เกี่ยวข้องกับเจ้าสัวเจริญอย่างไร?
Big C อยู่ภายใต้เครือ BJC (เบอร์ลี่ ยุคเกอร์) ซึ่งเข้าซื้อกิจการมาในปี 2016 ทำให้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกหลักของกลุ่ม
อาณาจักรของเจ้าสัวเจริญจะส่งต่อให้ใคร?
มีการวางแผนสืบทอดให้บุตรทั้งห้าคน โดยทยอยโอนสินทรัพย์ผ่านบริษัทโฮลดิ้งตั้งแต่ปี 2025 ขณะที่เจ้าสัวเจริญยังคงดูแลภาพรวมการดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน







