รู้จัก ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ จากหมอสู่ผู้สร้างอาณาจักรสุขภาพ

รู้จัก ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ จากหมอสู่ผู้สร้างอาณาจักรสุขภาพ

บทความนี้พาไปรู้จัก ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือที่คนในแวดวงธุรกิจเรียกกันติดปากว่า “หมอเสริฐ” ศัลยแพทย์ที่ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจ โดยเป็นเจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย

เขาเป็นทั้งผู้ก่อตั้งบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และผู้ก่อตั้งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส หลังการถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ในวัย 93 ปี

เรื่องราวเส้นทางชีวิตของเขาจึงกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ในฐานะกรณีศึกษาว่าคนคนหนึ่งสร้างอาณาจักรธุรกิจสุขภาพขึ้นมาจากศูนย์ได้อย่างไร

目次

ประวัติและข้อมูลพื้นฐานของ ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ

นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เกิดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2476 ที่กรุงเทพมหานคร ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เขาเรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ

ก่อนจะเข้าเรียนเตรียมแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2503

อ้างอิง: thestandard

ชีวิตครอบครัว

ปราเสริฐสมรสกับ วัลลี โปษยะจินดา เมื่อปี 2506 และมีบุตรรวม 5 คน ซึ่งต่อมาหลายคนเข้ามามีบทบาทในกิจการของตระกูล ทั้งฝั่งโรงพยาบาลและฝั่งสายการบิน

โดยบุตรสาว ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ รับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ BDMS ส่วนบุตรชาย พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

บทบาทนอกวงการธุรกิจ

นอกจากงานบริหาร ปราเสริฐยังผ่านหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในปี 2532 และเคยเข้าไปมีบทบาทในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี 2534 และเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี 2535

จุดเริ่มต้นเส้นทางจากแพทย์สู่ผู้บริหารธุรกิจ

หลังเรียนจบแพทย์ ปราเสริฐทำงานเป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาศัลยศาสตร์ที่โรงพยาบาลศิริราชอยู่ราว 5 ปี ช่วงเวลานั้นเองที่เขาได้เห็นข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขไทยในยุค 2500 อย่างใกล้ชิด

ทั้งจำนวนเตียงที่ไม่พอ คิวผู้ป่วยที่ยาว และการที่คนไข้ฐานะดีจำนวนไม่น้อยต้องบินไปรักษาตัวต่างประเทศ เพราะในประเทศยังไม่มีโรงพยาบาลเอกชนที่มีเครื่องมือและมาตรฐานทัดเทียม

รวมกลุ่มแพทย์ตั้งบริษัทของตัวเอง

แทนที่จะรอให้ระบบเปลี่ยน ปราเสริฐเลือกลงมือเอง ในวันที่ 30 ตุลาคม 2512 เขาจับมือกับกลุ่มแพทย์และผู้ร่วมทุนก่อตั้งบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเงินก้อนใหญ่มากในเวลานั้น เป้าหมายคือการสร้างโรงพยาบาลเอกชนสมัยใหม่ที่คนไทยเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปรักษาไกลถึงต่างแดน

จุดนี้คือรอยต่อสำคัญ เพราะเขาไม่ได้เปลี่ยนอาชีพจากหมอเป็นนักธุรกิจแบบทิ้งของเดิม แต่ใช้มุมมองของแพทย์เป็นแกนในการออกแบบธุรกิจ ตั้งแต่การเลือกเครื่องมือ การวางระบบส่งต่อผู้ป่วย ไปจนถึงการดึงแพทย์เฉพาะทางเข้ามาร่วมงาน

แนวคิดและวิสัยทัศน์ในการสร้างธุรกิจด้านสุขภาพ

วิสัยทัศน์ที่ชัดที่สุดของปราเสริฐคือการมองว่าโรงพยาบาลไม่ควรเป็นแค่ “ที่รักษาโรค” แต่ต้องเป็นเครือข่ายบริการสุขภาพแบบครบวงจร เขาผลักดันแนวคิดนี้ผ่านการทำให้ BDMS ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การตรวจวินิจฉัย การรักษาโรคซับซ้อน ไปจนถึงการฟื้นฟูและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

มองการแพทย์เป็นระบบ ไม่ใช่ตึกเดี่ยว

แทนที่จะขยายโรงพยาบาลเดียวให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เขาเลือกสร้างเครือข่ายที่แต่ละแห่งมีจุดแข็งต่างกัน แล้วเชื่อมกันด้วยระบบส่งต่อผู้ป่วยและศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทาง เช่น ศูนย์หัวใจ ศูนย์มะเร็ง และศูนย์อุบัติเหตุ

วิธีคิดแบบนี้ทำให้ผู้ป่วยรายหนึ่งสามารถอยู่ในระบบเดียวได้ตลอดเส้นทางการรักษา และทำให้กลุ่มบริษัทใช้ทรัพยากรราคาแพงอย่างเครื่องมือแพทย์ได้คุ้มค่ากว่าการต่างคนต่างลงทุน

เดิมพันกับตลาดผู้ป่วยต่างชาติ

อีกวิสัยทัศน์ที่พิสูจน์แล้วว่าอ่านเกมถูก คือการวางตำแหน่งโรงพยาบาลไทยให้รองรับผู้ป่วยต่างชาติตั้งแต่ก่อนคำว่า Medical Tourism จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

การลงทุนกับมาตรฐานสากล ระบบล่ามภาษา และการรับรองคุณภาพระดับนานาชาติ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เครือโรงพยาบาลของเขาแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค

บทบาทในการก่อตั้งและพัฒนาอาณาจักรธุรกิจ

โรงพยาบาลกรุงเทพเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2515 หลังก่อตั้งบริษัทได้ราวสองปีเศษ นับจากวันนั้น ชื่อของปราเสริฐก็ผูกติดกับสถานะเจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพมาโดยตลอด และเขาก็ค่อย ๆ ขยายอาณาจักรออกไปทีละขั้น

จากบริษัทเดียวสู่บริษัทมหาชน

ปี 2534 BDMS เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนวิธีเติบโตของกลุ่มไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทำให้บริษัทระดมทุนเพื่อซื้อกิจการและสร้างโรงพยาบาลใหม่ได้เร็วกว่าการพึ่งกำไรสะสมเพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์ควบรวมกิจการ

หัวใจของการขยายตัวคือการเข้าซื้อและรวมกลุ่มโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าของตัวเองอยู่แล้ว แทนที่จะสร้างใหม่ทั้งหมด ทำให้ปัจจุบันเครือ BDMS ประกอบด้วยแบรนด์โรงพยาบาลหลายกลุ่ม

ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล แต่ละแบรนด์ยังคงบุคลิกและกลุ่มลูกค้าของตัวเอง ขณะที่หลังบ้านใช้ระบบและอำนาจต่อรองร่วมกัน

ธุรกิจและบริษัทที่เกี่ยวข้อง

พอร์ตธุรกิจของตระกูล “ปราสาททองโอสถ” ครอบคลุมกิจการขนาดใหญ่ระดับประเทศ 3 เสาหลักหลัก ได้แก่ ธุรกิจการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน ธุรกิจการบิน และธุรกิจสื่อทีวีดิจิทัล ซึ่งสร้างความมั่งคั่งระดับแสนล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นลูก

อ้างอิง: thebusinessplus

ธุรกิจการแพทย์

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เครือโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ที่สุดในไทย มีโรงพยาบาลในเครือกว่า 60 แห่ง นำโดย พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ

ธุรกิจการบิน

นอกจากจะเป็นเจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพแล้ว เขายังมีธุรกิจการบินของเขาเริ่มตั้งแต่ปี 2511 ในรูปแบบแผนกหนึ่งของบริษัท กรุงเทพสหกล จำกัด ก่อนจะแยกออกมาเป็นสหกลแอร์ในปี 2527 และเปิดให้บริการเที่ยวบินประจำภายใต้ชื่อบางกอกแอร์เวย์สในปี 2529

โดยเที่ยวบินแรกออกบินเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2529 ด้วยเครื่องบิน 18 ที่นั่ง ทำให้เป็นสายการบินเอกชนรายแรกของไทยที่ให้บริการเส้นทางในประเทศ ต่อมาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2557

อ้างอิง: LINE TODAY

ธุรกิจสื่อและบันเทิง

นอกจากนี้เขายังเป็นประธานบริษัท กรุงเทพสหกล และเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล PPTV ขณะที่ในฝั่งสุขภาพ กลุ่มบริษัทยังแตกไลน์ไปสู่บริการเชิงป้องกันและเวชศาสตร์ชะลอวัย ผ่าน BDMS Wellness Clinic ย่านลุมพินี ซึ่งเป็นโครงการที่ปราเสริฐผลักดันด้วยตัวเองในช่วงราวหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

การเติบโตของเครือข่ายด้านการแพทย์และสุขภาพ

จากบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาทและโรงพยาบาลเดียวในปี 2515 ปัจจุบัน BDMS เติบโตเป็นผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดของไทย ด้วยเครือข่ายโรงพยาบาลเกือบ 60 แห่งทั่วประเทศ และจำนวนเตียงรวมกว่า 8,400 เตียง พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลรวมกันหลายหมื่นคน

ขยายตามภูมิภาค

การเติบโตส่วนสำคัญมาจากการวางโรงพยาบาลไว้ตามหัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา หาดใหญ่ และจังหวัดในภาคตะวันออก

ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียว และรองรับทั้งคนไทยในต่างจังหวัดกับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปพร้อมกัน

ต่อยอดจากการรักษาสู่การดูแลสุขภาพ

ในระยะหลัง ทิศทางของเครือขยับจากการรักษาโรคไปสู่บริการสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น ทั้งศูนย์ตรวจสุขภาพเชิงลึก บริการห้องปฏิบัติการ ร้านขายยา และคลินิกเวลเนส

ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัว และเป็นตลาดที่มีรายได้ต่อเนื่องมากกว่าการรอให้คนป่วยแล้วค่อยมาโรงพยาบาล

เส้นทางความสำเร็จและปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโต

ในการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยปี 2568 ปราเสริฐอยู่ในอันดับ 3 ด้วยมูลค่าการถือครองหุ้นราว 33,062 ล้านบาท จากการถือหุ้น BDMS ประมาณ 9.18% และหุ้นการบินกรุงเทพประมาณ 11.38% ขณะที่ฟอร์บส์ประเมินความมั่งคั่งของเขาไว้ราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ เดือนเมษายน 2569 และก่อนหน้านั้นเขายังเคยครองตำแหน่งเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 1 ติดต่อกันหลายปีในช่วงกลางทศวรรษ 2550

ปัจจัยที่ทำให้เติบโต

หากถอดบทเรียนจากเส้นทางของเขา จะเห็นปัจจัยร่วมอยู่ไม่กี่ข้อ ได้แก่

  1. การเลือกอุตสาหกรรมที่มีความต้องการต่อเนื่องไม่ผูกกับวัฏจักรเศรษฐกิจมากนัก
  2. การใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือขยายกิจการอย่างจริงจังหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์
  3. การควบรวมแทนการสร้างใหม่ ซึ่งย่นเวลาได้หลายปีต่อหนึ่งดีล
  4. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่คู่แข่งลอกเลียนได้ยาก อย่างสนามบินสมุยและศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง

บทเรียนเรื่องธรรมาภิบาล

เส้นทางของเขาไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด ในเดือนมกราคม 2562 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีคำสั่งปรับปราเสริฐและบุตรสาวเป็นเงินรวมราว 500 ล้านบาท จากกรณีการใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้นการบินกรุงเทพ เป็นกรณีที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติของเขาและมักถูกยกเป็นตัวอย่างเรื่องความสำคัญของธรรมาภิบาลในบริษัทจดทะเบียน

สรุป

ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เริ่มต้นจากศัลยแพทย์คนหนึ่งที่มองเห็นช่องว่างของระบบสาธารณสุขไทย แล้วใช้เวลากว่าห้าทศวรรษเปลี่ยนบริษัททุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ให้กลายเป็นเครือโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ควบคู่กับสายการบินและสนามบินของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลขความมั่งคั่ง แต่คือวิธีคิดแบบมองระบบทั้งภาพ การลงทุนล่วงหน้าก่อนตลาดจะโต และการวางคนรุ่นถัดไปให้รับช่วงต่อได้จริง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ธุรกิจครอบครัวไทยจำนวนมากยังหาคำตอบไม่ได้

ผู้เขียนบทความ

อิงค์เป็นนักเขียนที่สนใจเรื่องการเงินระดับบุคคลผู้มีฐานะสูง ไลฟ์สไตล์ของนักธุรกิจ และแนวคิดความมั่งคั่ง เขาศึกษาเส้นทางความสำเร็จ การบริหารเงิน และวิธีคิดของคนที่มีอิทธิพลในวงการธุรกิจ โดยนำเสนอในมุมวิเคราะห์ที่เป็นกลาง ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว และเน้นข้อมูลเชิงแนวคิดและการเรียนรู้

目次